วัดดูยูมีน
เข้าสู่ช่วงเข้าพรรษาของชาวพุทธศาสนิกชนอีกปีแล้ว ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ชาวพุทธทั้งหลายนิยมสร้างกุศลกันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นงดดื่ม งดอบายมุข รักษาศิล หรือสร้างกุศลผลบุญยิ่งใหญ่ บวชเป็นพระก็มี ครั้งนี้จึงขอนำเอาเรื่องราวของหนังสือที่เกี่ยวกับวัดมาเล่าได้อย่างน่าสนใจมาชวนทุกท่านอ่านไปด้วยกันกับหนังสือที่มีชื่อเรื่องว่า วัด ดู ยู มีน โดยคุณต้า ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล แฟนพันธ์ุแท้ วัดไทย และศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยศิลปากรของเรา เป็นหนังสือจำนวน 296 หน้า ภาพประกอบสีทั้งเล่ม หน้าปกเป็นรูปหน้าบันของพระอุโบสถที่ลวดลายบนหน้าบันและเครื่องบนอย่างช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ต่าง ๆ เป็นน้องแมวหน้าหลากหลายสีสันเรียงต่อกันเป็นลวดลายอย่างงดงามและน่ารัก วาดโดย กชวัช บูรณภิญโญ
- เนื้อหาที่น่าสนใจ -
จากหนังสือเรื่องวัดดูยูมีน
เริ่มต้นปูพื้นฐานบทแรกที่มีชื่อว่า วัดไทย 101 บอกเล่าบริบทพื้นฐานว่าวัดแบ่งออกเป็น 2 โซนได้แก่เขตพุทธาวาส ซึ่งเป็นเขตที่เราคุ้นเคยกันเพราะเป็นที่ตั้งของอาคารหลักของวัด อย่าง โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ส่วนเขตสังฆาวาสมักจะเป็นเขตที่พวกเราจะไม่ค่อยได้เข้าไปข้องเกี่ยวเท่าไรนัก อย่างเช่นกุฏิ หอไตร ถ้าเปรียบง่าย ๆ คือพุทธาวาสนี้จะเป็นเขตที่ทำงาน ส่วนสังฆาวาสก็จะเป็นบ้าน
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือประเด็นเรื่องความแตกต่างของโบสถ์กับวิหาร
โบสถ์นอกจากมีความหมายว่าเป็นพื้นที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์แล้ว ยังใช้เรียกวันพระว่า วันอุโบสถ การแสดงพระปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์ ก็จะเรียกว่าำพระทำอุโบสถ หรือฆาราวาสอย่างเราไปรักษาศีล 8 ก็เรียกว่ารักษาอุโบสถ ส่วนหน้าที่ของอุโบสถก็จะไว้สำหรับทำสังฆกรรม หรือกิจของสงฆ์อย่าง บวชพระ สวดปาฏิโมกข์ ส่วนวิหารนั้น เดิมหมายถึงวัด สวน หรือกุฏพระ และฟังก์ชันการใช้งานจะไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมระหว่างพระสงฆ์ และคนทั่วไป เช่นงานบุญ งานกฐิน ซึ่งปัจจุบันพิธีเหล่านี้ย้ายไปทำที่ศาลาการเปรียญ แล้ว บางวัดไม่ค่อยได้ใช้งานวิหารเท่าไรนักจึงใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๆ แต่ทีนี้หน้าตาของโบสถ์ กับวิหารก็จะมีความคล้ายคลึงกันตรงที่เป็นอาคารมีหลังคาคลุม มีพระประธาน หนังสือเล่มนี้ให้ข้อสังเกตไว้ครับ ซึ่งข้อสังเกตนั้นคือ ใบเสมา เครื่องหมายสำหรับแสดงอาณาเขตสำหรับทำสังฆกรรม และโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่ทำสังฆกรรมใบเสมาก็จะล้อมรอบโบสถ์ ครับ เท่านี้เราก็จะสามารถแยกโบสถ์กับวิหารได้แล้ว กับอีกอย่างหนึ่งที่สามารถแยกโบสถ์กับวิหารได้คือจำนวน เพราะโบสถ์จะมีเพียง 1 แต่วิหารสามารถมีได้มากกว่า 1
เรื่องพระพุทธรูปนับเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของวัดเช่นกัน หลายองค์มาพร้อมเรื่องราวที่เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้กับผู้เลื่อมใส หรือกลายเป็นตำนานเมืองก็มีอย่างหลวงพ่อสามเสน ที่มีตำนานเล่าว่าลอยน้ำมาต้องใช้คนถึงสามแสนคนฉุดขึ้น ทำให้พื้นที่นั้นได้ชื่อว่า สามแสนและกลายมาเป็นสามเสนเช่นในปัจจุบัน
หรือตำนานอิธิปาฏิหาริย์บอกเหตุอย่างหลวงพ่อโต พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่หลั่งน้ำพระเนตรในช่วงก่อนแล้วไม่นานกรุงศรีอยุธยาก็ถูกตีแตก ข้อที่กล่าวมาเราจึงเห็นว่าเวลามีศึกจะมีการพรากเอาพระพุทธรูป ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือการใช้แลกเปลี่ยนเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างดินแดน ทำให้เห็นว่านอกจากจะเป็นสิ่งสักการบูชาแล้ว ยังเป็นวัตถุทางการเมืองอีกด้วย
พุทธลักษณะของพระพุทธรูปเองก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน ด้วยช่างผู้สร้างสรรค์ย่อมเกิดเกิดกันไม่ทันในยุคพระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่พอจะยึดเป็นหลักในการปั้นได้คือ มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ และมีการสร้างให้มีส่วนที่แตกต่างจากพระทั่วไปเช่นการมีพระอุษณีษะ หรือสิ่งนี่นูนขึ้นมาเหนือพระเศียรและมีพระรัศมีที่หมายถึงแสงแห่งธรรมที่มาในรูปเปลวไฟ แต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีการสร้างให้งดงามแตกต่างกันไปตามรสนิยมความชอบ
แต่มีลักษณะของพระพุทธรูปแบบหนึ่งที่ดูแปลกๆ และมาพร้อมเรื่องเล่าที่น่าสนใจ คือหลวงพ่อสี่เข่า วัดศาลาครืน กรุงเทพมหานคร ลักษณะพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิอยู่มีหน้าตักซ้อนกัน 2 ชั้น บางคนว่าที่สร้างให้มี 4 เข่า เพราะจะแสดงให้เห็นถึงอริยสัจ 4 แต่บ้างก็ว่า เป็นพระพี่น้องกับพระประธานวัดโคนอน กรุงเทพ และหลวงพ่อวัดโคนอนชอบหนีเที่ยว ชาวบ้านเลยตัดเข่าออกแล้วให้หลวงพ่อ สี่เข่านั่งทับไว้
นอกจากการกราบพระแล้วเชื่อว่าคนมักจะไปวัดเพื่อขอพร หรือที่เรียกกันว่าสายมู ในหนังสือได้อธิบายเรื่องการบนบานขอพรแบบมีข้อแลกเปลี่ยนนั้นอาจเป็นการบนกับเทวดารักษาพระพุทธรูป มากกว่าจะเป็นการบนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงการเล่าเรื่องการแก้บนแบบแปลก ๆ ของหลาย ๆ วัด ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อศาสดา วัดสุวรรณาราม ที่มีวิธีการแก้บนที่น่าสนใจ
อย่างเช่นเขกหัวตัวเอง ตุ๊กตาล้มลุกมนุษย์ และวิ่งม้า ใช้ผ้าขาวม้าผูกเป็นปมเหมือนหัวม้าแล้ววิ่งร้องฮี้ๆ ไปตามรอบ
นอกจากพระพุทธแล้วในเล่มยังกล่าวถึงพระสงฆ์ ซึ่งเป็นรูปสักการะ
เช่นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา พระสังกัสจายน์ ซึ่งแม้ลักษณะจะชัดเจนดูก็จะรู้ได้ว่าเป็นพระสาวกรูปใดแต่เมื่อเปลี่ยนจากวัดไทย ไปวัดจีนชื่อของพระก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน อย่างเช่นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา เมื่อเป็นวัดไทย จะเป็นพระหนุ่มทั้ง 2 คือพระโมคัลลานะ และพระสารีบุตร แต่เมื่ออยู่วัดจีน วัดญวน จะเป็นพระหนุ่ม 1 พระชรา 1 นั่นคือ พระอานนท์ และพระมหากัสสปะ เป็นต้น อีกสิ่งที่ถูกเล่าไว้อย่างน่าสนใจคือเรื่องของจิตรกรรมฝาผนัง ที่นอกจากจะเป็นภาพที่ทำให้อาคารศาสนสถานดูงดงามแล้ว ยังเป็นเหมือนสื่อประกอบการสอนยุคโบราณที่เมื่อพระเทศไปชี้ไปให้โยมทั้งหลายได้เห็นภาพตามไปด้วย
หรือในส่วนของวัดกับสีทอง ที่สะท้อนปัญหาของความศรัทธาที่ขาดปัญญาของพุทธศาสนิกชน จนนำไปสู่การทำลายพระพุทธรูปเก่าแก่ และความงามในวัดไป
อีกประเด็นที่หน้าสนใจคือการสร้างในสมัยที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยและคณะราษฎร ได้ริเริ่มระดมทุนสร้างวัดขึ้นมาที่บางเขนและตั้งชื่อว่าวัดประชาธิปไตย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อปัจจุบันว่า วัดพระศรีมหาธาตุ ที่ภายในวัดมีการใส่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นคณะราษฎรอาทิ หลัก 6 ประการที่เจดีย์ สัญลักษณ์การเริ่มต้นใหม่บนหน้าบัน เป็นต้น
-เนื้อหาภาพรวมและจุดเด่น -
จากหนังสือเรื่อง วัดดูยูมีน
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พาเราไปทำความรู้จักกับวัดให้มากขึ้น เป็นหนังสือที่ชี้ให้เห็นจุดต่าง ๆ ของวัดทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ ความศรัทธา งานประณีตศิลป์ งานสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่เล่าโดยนักเขียน ดีกรีแฟนพันธุ์แท้วัดไทย ถ่ายทอดด้วยภาษาที่เป็นกันเองเข้าใจง่าย พร้อมภาพประกอบที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน พร้อมคำบรรยายใต้ภาพที่อธิบายภาพได้ชัดเจนแต่ค่อนข้างตัวเล็กและจัดวางในแนวตั้งทำให้อ่านคำอธิบายภาพยากเล็กน้อย ได้ภาพรวมทำให้การจัดวางข้อความและรูปภาพสวยงามดี
-ความรู้สึกหลังอ่าน -
จากหนังสือเรื่อง วัดดูยูมีน
การเล่าเรื่องของนักเขียนทำให้รู้สึกว่า การเข้าวัดนับจากนี้ เราจะเป็นคนที่สังเกตสิ่งต่าง ๆ ในวัดมากขึ้นทั้งสิ่งใหญ่ ๆ อย่าโบสถ์ วิหาร เจดีย์ ไปจนถึงจุดเล็ก ๆ ที่แอบซ่อนอยู่ในจิตรกรรมฝาผนัง และในขณะที่อ่านก็รู้สึกว่าเหมือนมีเพื่อนที่เนิร์ดในเรื่องวัดเรื่องราวของวัดไทย กำลังเล่าเรื่องวัดที่สนุกมาก ๆ ให้เราได้ฟัง ด้วยภาษาที่ใช้ในการเขียนอย่างเป็นกันเองและอ่านง่ายแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ลืมที่จะเขียนรายการอ้างอิงแนบท้ายไว้ทุกบทให้เราได้ศึกษาเพิ่มติมต่อไปได้ หนังสือเล่มนี้ถือว่าเหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ชอบการเที่ยววัดหนังสือเล่มนี้จะทำให้การเที่ยววัดของเราสนุกขึ้นอย่างแน่นอน
สามารถมาใช้บริการและนั่งอ่านได้ที่ หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร
บรรณานุกรม
ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล. (2569). วัดดูยูมีน. อะโวคาโด.

