READER SU REVIEW | ประวัติศาสตร์หยาดฝน

ประวัติศาสตร์หยาดฝน

       ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นช่วงของฤดูฝน ฤดูแห่งความชุ่มชื้น จึงอยากจะชวนอ่านหนังสือที่กล่าวถึงต้นตอของฝน การกำเนิดโลกที่ชุ่มชื้น และอิทธิพลของน้ำฝนที่มีต่อมนุษย์ กับหนังสือที่มีชื่อว่า “ประวัติศาสตร์หยาดฝน” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Rain: A Natural and Cultural History” โดย Cynthia Barnett แปลโดย พลอยแสง เอกญาติ จัดพิมพ์ปี 2561 เป็นหนังสือขนาดมาตรฐาน ปกอ่อน มีจำนวน 447 หน้า

- เนื้อหาที่น่าสนใจ -

จากหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์หยาดฝน

       หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านแล้วจะรู้เลยว่า “ฝน” มีอะไรให้เราค้นหามากกว่าที่คิด โดยผู้เขียนได้หยิบยกเรื่องราวของฝนมาแตกแขนงให้เราเห็นถึง 4 มิติหลัก ๆ ด้วยกัน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์, แรงบันดาลใจในงานศิลปะและศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย

       ความสนุกมันเริ่มตั้งแต่บทแรก ผู้เขียนพาเราย้อนไปดูความพยายามของมนุษย์ที่อยากจะเข้าใจและ “เอาชนะ” ธรรมชาติ ตั้งแต่พิธีกรรมอ้อนวอนเทพเจ้าแห่งสายฟ้าในยุคโบราณ ลากยาวมาจนถึงยุคต้มตุ๋นในอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 ตอนนั้นมีกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็น “นักสร้างฝน (Rainmakers)” ตระเวนหลอกกินเงินเกษตรกรที่กำลังสิ้นเนื้อประดาตัวจากภัยแล้ง โดยอ้างสูตรลับว่าสามารถใช้สารเคมีหรือจุดระเบิดปืนใหญ่เพื่อบังคับให้ฝนตกได้ แถมหนังสือยังชี้ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจว่า ความแปรปรวนของฟ้าฝน ไม่ว่าจะแล้งจัดหรือท่วมหนัก นี่แหละที่เป็นตัวแปรสำคัญที่เคยล้มอารยธรรมขนาดยักษ์อย่างชาวมายาหรืออาณาจักรเขมรโบราณมาแล้ว

ภาพถ่ายโดย Md Nadim Mahmud จาก Pexels: https://www.pexels.com/th-th/photo/37557218/

       ส่วนที่ผมชอบและประทับใจที่สุด ยกให้เรื่องของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต บาร์เนตต์พาเราไปแกะรอยว่า ความฉ่ำและบรรยากาศหม่นหมองของประเทศอังกฤษ ส่งอิทธิพลต่อดีเอ็นเอของคนทำงานศิลปะขนาดไหน จนกลายเป็นเบื้องหลังที่บ่มเพาะแนวดนตรีร็อกและอินดี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างวง The Smiths หรือแม้กระทั่งความชื้นของเมืองซีแอตเทิลที่กัดกินหัวใจของ คิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) จนระเบิดออกมาเป็นดนตรีแนวกรันจ์ (Grunge) ที่เขย่าโลก ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือยังพาเราไปรู้จักที่มาของ “กลิ่นดินหลังฝน” หรือที่เราเรียกกัน ทางวิทยาศาสตร์ว่า Petrichor (ซึ่งเกิดจากน้ำมันของพืชผสมกับสารเคมีจากแบคทีเรียในดินแล้วฟุ้งขึ้นมาเมื่อโดนน้ำฝนกระทบ) โดยเล่าลึกไปถึงอุตสาหกรรมน้ำหอมโบราณในเมืองกรรเนาจ์ (Kannauj) ของอินเดีย ที่ชาวบ้านพยายามสกัดเอากลิ่นอายความสดชื่นหลังฝนนี้มาทำเป็นน้ำหอมที่ชื่อว่า Mitti Attar มานานนับศตวรรษ เพื่อเก็บรักษาความทรงจำของความชุ่มชื้นเอาไว้ในขวดแก้ว

ภาพถ่ายโดย Charlotte May จาก Pexels: https://www.pexels.com/th-th/photo/5947025/

 

       ในแง่วิทยาศาสตร์ก็มีเรื่องชวนว้าวไม่แพ้กัน เราจะได้เห็นจุดกำเนิดของ “เสื้อกันฝนแมคอินทอช (Mackintosh)” ที่ช่างชาวสกอตแลนด์พยายามเอาเนื้อผ้าไปเคลือบน้ำยางพารา ซึ่งยุคแรกทุลักทุเลมากเพราะเสื้อชอบละลายตอนหน้าร้อนและแข็งทื่อจนยืนได้ตอนหน้าหนาว รวมถึงเรื่องเล่าลี้ลับประเภท “ฝนกบฝนปลา” ที่ตกลงมาจากฟ้า ซึ่งแท้จริงแล้วอธิบายได้ด้วยวิชาอุตุนิยมวิทยาอย่างปรากฏการณ์พายุงวงช้างที่หอบเอาสิ่งมีชีวิตจากแหล่งน้ำขึ้นไป

       และหนังสือก็ไม่ได้เล่าแค่เรื่องอดีต เพราะตอนท้ายเล่มได้ดึงเรากลับมาสู่โลกความจริงกับประเด็น Climate Change ที่น้ำมือมนุษย์กำลังทำให้วัฏจักรน้ำของโลกพังทลาย รูปแบบของฝนที่เคยตกตามฤดูกาลเริ่มเพี้ยนไปจนกู่ไม่กลับ กลายสภาพเป็นปัญหาน้ำท่วมฉับพลันสลับภัยแล้งสุดขั้วที่พวกเรากำลังเผชิญหน้ากันอยู่ทุกวันนี้

-เนื้อหาภาพรวมและจุดเด่น -

จากหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์หยาดฝน

       โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้นำเอาเรื่องราวของฝนจากหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝนในฐานะปรากฏการณ์ธรรมชาติที่กำหนดชะตากรรมของอารยธรรม, ฝนในฐานะสิ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเสื้อกันฝนและระบบพยากรณ์อากาศ, ฝนที่เป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะ ดนตรี และน้ำหอม ไปจนถึงมิติของฝนในฐานะสัญญาณเตือนภัยทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังวิกฤต นับได้ว่าเล่มนี้พาเราไปเห็น “ฝน” ในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างไกลกว่าแค่หยดน้ำที่ตกลงมาจากฟ้า

       ข้อดีคือการเรียบเรียงของผู้เขียนที่ใช้ทักษะการเล่าเรื่องแบบนักข่าวสายสืบสวนผสมผสานกับงานวรรณกรรม ทำให้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ดูเข้าใจยาก กลายเป็นเรื่องเล่าที่สนุกสนาน มีการใช้ภาษาที่สละสลวย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหนังสือพยายามครอบคลุมเนื้อหาหลายมิติ บางประเด็นจึงอาจจะเล่าแบบผ่าน ๆ ไม่ได้เจาะลึกในเชิงทฤษฎีมากนัก แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมูลที่นำเสนอก็มีความน่าสนใจและเปิดมุมมองใหม่ ๆ มากพอที่จะกระตุ้นให้ผู้อ่านสามารถไปศึกษาค้นคว้าต่อยอดได้ด้วยตนเอง ด้วยจำนวนหน้าและการแบ่งบทที่กระชับ ทำให้รู้สึกว่าอ่านได้เพลิน ๆ ไม่น่าเบื่อ และสามารถอ่านจบได้ภายในไม่กี่วัน

-ความรู้สึกหลังอ่าน -

จากหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์หยาดฝน

“คนเมืองอาจชิงชังฝนที่ชอบตกตอนหลังเลิกงาน แต่ชาวนาอาจรักฝนที่พรมลงมาบนผืนดินแห้งผากและต้นกล้าที่เหี่ยวเฉา วิศวกรอาจกลัวฝนที่ทำให้เขื่อนแตกหรือระบบชลประทานล่ม แต่ศิลปินอาจโหยหาฝนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการผลิตผลงาน”

       เป็นกลุ่มประโยคที่ผมชอบมากจากคำนำผู้แปล เป็นประโยคยาว ๆ ที่กินใจ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับหนังสือที่สื่อให้เห็นเกี่ยวกับผลกระทบในหลาย ๆ ด้านที่ฝนมีต่อมนุษย์ มันเป็นเพียงฤดูกาลหนึ่งที่ผ่านพ้นไป แต่บางทีอาจมีความหมายกับเราอย่างมหาศาล จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้ตระหนักถึงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราอาจจะมองข้ามไป แต่กลับส่งผลกระทบต่อเราไม่น้อยเลย ซึ่งรวมถึง “ฝน” ด้วย

       หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยากรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของฝน มีการเล่าในหลากหลายประเด็น แม้จะไม่ได้ลงลึกมากแต่ก็น่าติดตามและดึงดูดผู้อ่านให้ไปศึกษาเพิ่มเติม หรือต่อให้ไม่ใช่ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์โดยตรง ก็สามารถอ่านเพื่อเก็บเกร็ดความรู้รอบตัวได้ นับเป็นหนังสือที่ให้ทั้งความรู้และความสนุกไปพร้อม ๆ กัน

       สำหรับใครที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถมาใช้บริการและนั่งอ่านได้ที่ หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร

บรรณานุกรม

Barnett, Cynthia. (2561). Rain : a natural and cultural history(พลอยแสง เอกญาติ,ผู้แปล). สำนักพิมพ์ openworlds. (ผลงานต้นฉบับตีพิมพ์ในปี 2558)

บทวิจารณ์โดย: ธัญเทพ ถิ่นกาญจน์

เลขหมู่ : QC925 .บ64

โดย : ซินเธีย บาร์เนตต์ (แปลโดย พลอยแสง เอกญาติ)
สำนักพิมพ์ : openworlds
พิมพ์ปี : 2561

Loading

ข้อมูลนี้มีประโยชน์หรือไม่

Thanks for your feedback!

Comments are closed.