อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ การเมือง วัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์
เนื่องในวันที่ 31 มีนาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยอย่างเอนกประสงค์ หลายพระราชกรณียกิจได้กลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ของไทยในปัจจุบัน เช่น วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) วันนี้จึงขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับหนังสือที่จะช่วยให้เราเข้าใจรัชสมัยของพระองค์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ การเมือง วัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์“
โดย ปวีณา หมู่อุบล
สำนักพิมพ์มติชน
ตีพิมพ์ 2567
หนังสือขนาดมาตรฐาน มีภาพประกอบขาวดำ มีจำนวนหน้า จำนวน 251 หน้า หน้าปกมีคำโปรยว่า ชนชั้นนำบางกลุ่มมองว่า พระนั่งเกล้าฯ เป็นผู้แย่งราชสมบัติ พระองค์จึงทรงทำทุกวิถีทาง เพื่อดำรงค์ไว้ซึ่งพระราชอำนาจ
- เนื้อหาที่น่าสนใจ -
อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ การเมือง วัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์
หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 6 บทด้วยกัน โดยแต่ละบทมีเรื่องที่อยากยกมาเล่าในครั้งที่มีหลายประเด็นมาก อย่างในบทที่ 3 เรื่องสถานภาพและพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการเล่าถึงพระราชประวัติอันเป็นภูมิหลังทางการเมือง อย่างเรื่องบรรยากาศทางการเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ที่ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบ แต่ก็มีบรรยากาศของความพยายามสั่งสมอำนาจ และการแสวงหาความมั่งคั่งในหมู่ชนชั้นนำ เนื่องจากรัชกาลที่ 2 ทรงริเริ่มให้พระบรมวงศานุวงศ์เป็นผู้กำกับราชกรม ทำให้เจ้านายพระองค์นั้น ๆ มีอำนาจมีอิทธิพลเหนือกรมที่ทรงกำกับ ทั้งเสนาบดีชั้นสูงก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ยิ่งสนับสนุนให้เจ้านายผู้ทรงกรมมีอำนาจมากขึ้น
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศเป็น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เอง ก็ทรงเป็นเจ้านายที่มีบทบาทและมีอิทธิพลมากในราชสำนัก ด้วยทรงปฏิบัติราชการในบทบาทที่หลากหลาย ทำให้ได้แสดงพระปรีชาในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขของบ้านเมือง การสงคราม การติดต่อกับต่างประเทศ หรือกฎระเบียบบ้านเมือง เช่นการเป็นผู้พิจารณาไต่สวนคดีความต่าง ๆ การกำกับราชการกรมพระตำรวจ งานราชการสำคัญยิ่งของพระองค์คือการกำกับราชการกรมท่า และกรมพระคลังมหาสมบัติ ทรงควบคุมดูแลและจัดส่งเรือสำเภาหลวงออกไปค้าขายกับต่างประเทศ และมีหน้าที่พบปะสนทนากับชาวต่างชาติ ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและเจรจาทางการค้ากับสยาม และ
ขณะเดียวกันก็ทรงทำการค้าขายส่วนพระองค์และได้ผลกำไรจำนวนมาก จนสามารถนำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ในยามบ้านเมืองขาดแคลนเงินแผ่นดินจนรัชกาลที่ 2 ตรัสเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว”
ในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 2 กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงมีพระอำนาจมาก ยิ่งช่วงเวลาที่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่พระองค์อื่นซึ่งกับกับราชการกรมสำคัญ และมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับกับพระองค์อยู่ เริ่มทยอยสิ้นพระชนม์ลง ยิ่งทำให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เจ้านาย และขุนนางในเครือข่ายของพระองค์มีอำนาจ และบทบาทมากขึ้น
และในช่วงก่อนขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสร้างความนิยมในหมู่คนหลากหลายกลุ่ม ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะผู้ใหญ่ หรือ ผู้อุปถัมภ์ ทรงตั้งโรงเทศนาพระธรรม ตั้งอาจารย์บอกพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ทรงตั้งโรงทานอาหารขึ้น ณ วังท่าพระ สำหรับบรรดาเจ้านายและข้าราชการได้แวะเวียนมากินเลี้ยงก่อน หรือหลังจากเข้าเฝ้า ทั้งยังมีโรงเลี้ยงยาจกวณิพกผู้ขัดสน การตั้งโรงทานทำให้วังท่าพระกลายเป็นศูนย์กลางการพบปะของคนทุกชนชั้น และทำให้กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง
ทำให้เห็นได้ว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นเจ้านายที่มีบทบาทสำคัญในทางราชการหลายด้าน มีความมั่งคั่ง อันเนื่องมาจากการค้าขาย และมีความสัมพันธ์กับมวลชนในหลายระดับ แม้จะมีขุนนางจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ไม่สู้ดีกับพระองค์นัก แต่ก็ยังมีเจ้านายและขุนนางอีกจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนจนกระทั่งกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้รับการอัญเชิญให้เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
นอกจากนี้ในเล่มยังถึงเรื่องราวเมื่อขึ้นครองราชย์และต้องทรงพบกับ วชิรญาณภิกขุ คู่แข่งทางการเมืองผู้ทรงภูมิรู้ ซึ่งมีปัญญาบารมีสูง มีความแตกฉานทั้งในความรู้อย่างไทยและอย่างตะวันออก ในโลกที่มีการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้า ด้วยเหตุย่อมมีผลให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ทรงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสดงความเป็นผู้ครองอำนาจนำ ให้ประจักษ์ เพื่อรักษาสถานภาพทางการเมืองของพระองค์ไว้
ซึ่งในบทที่ 5 นี้เองครับ ได้เล่าถึง ปฏิบัติการทางอุดมการณ์เพื่อการสร้างพระราชอำนาจ
พระองค์และเครือข่ายได้ร่วมกันสร้างสรรค์ศิลปกรรมและวัฒนธรรมทั้งในรูปแบบศิลปกรรมและวรรณกรรมเพื่อให้เกิดสื่อ ที่ทำหน้าที่บอกกับสังคมในวงกว้างว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี ซึ่งนับเป็นความสำเร็จหนึ่งที่ทรงรักษาพระราชอำนาจได้ยาวนาน 27 ปี ตลอดรัชกาลขอพระองค์ท่ามกลางบรรยากาศการแก่งแย่งกันของชนชั้นนำ เจ้านาย ขุนนาง เจ้าภาษีอากร ราษฎรผู้มั่งคั่ง และชนชั้นนำทางวัฒนธรรมอย่าง มิชชันนารี และพระภิกษุ
สื่อทางวัฒนธรรมที่ทรงสร้างขึ้นและยังคงอยู่ในปัจจุบันนี้คือ
“วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร” วัดที่ถูกออกแบบโดยยึดหลักตามคติไตรภูมิของสมัยรัตนโกสินทร์ไว้อย่างสมบูรณ์ และ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” วัดที่มีการจารึกตำรายา สรรพวิชาต่าง ๆไว้ ภายใต้แนวความคิดว่าให้ความรู้เป็นทาน โดยมีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมภายในวัดเป็นสื่อในการเผยแพร่
ในสังคมที่พระพุทธศาสนายังคงมีความสำคัญยิ่ง การทำให้ชุดความรู้นี้ยังคงอยู่อย่างถูกต้องสมบูรณ์ผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมภายในวัด นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพระราชอำนาจนำให้กับรัชกาลที่ 3 ได้
นอกจากนี้ยังมีวรรณอีกหลายเรื่องที่มีส่วนในการสร้างพระราชอำนาจนำ ที่ยังเป็นมรดกตกทอดถึงคนไทยในปัจจุบันนี้คือเรื่องของนางนพมาศ ที่รัชกาลที่ 3 ทรงร่วมพระราชนิพนธ์ขึ้นโดยสอดแทรกข้อความที่มุ่งเน้นการจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ การบ่งบอกถึงสรรพวิชชาความรู้ของมนุษย์เป็นไปเพื่อทำมาหากิน ทั้งยังทำให้คนมาทำกระทงประกวดประชันกันตามนางนพมาศในครั้งที่พระองค์ทรงจัดงานพิธีจองเปรียงอย่างยิ่งใหญ่
ภายในเล่มยังมีอีกหลายเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสถาปนาอำนาจนำของพระองค์ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองต่าง ๆ มาตั้งแต่ต้นรัชกาล และกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรม และทางจิตใจมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับท่านใดที่สนใจอยากอ่าน
บรรณานุกรม
ปวีณา หมู่อุบล. (2567). อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์. มติชน.