เถียงอย่างไรให้ชนะแมว
เคยไหมที่พยายามอธิบายเหตุผลแทบตาย แต่คู่สนทนากลับไม่สนใจ ไม่รับฟัง หรือบางครั้งถึงขั้นเดินหนีไปกลางคัน พฤติกรรมเหล่านี้หากเกิดขึ้นในกลุ่มคนก็นับว่ารับมือยากแล้ว แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่เอาแต่ใจที่สุดในโลกอย่าง “แมว” สถานการณ์ย่อมซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
วันนี้อยากชวนอ่านหนังสือที่มีชื่อว่า “เถียงอย่างไรให้ชนะแมว” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “How to argue with a cat” โดย Jay Heinrichs แปลโดย วิกันดา พินทุวชิราภรณ์ ปีพิมพ์ 2567 ตัวเล่มเป็นหนังสือขนาดมาตรฐาน ปกอ่อน โดดเด่นด้วยภาพวาดเจ้าเหมียวตัวอ้วนท้วน นั่งอยู่บนแท่นรองนั่งขนาดเล็กในท่าทางน่าเกรงขามราวกับเจ้าพ่อ แถมบริเวณขาหน้าทั้งสองข้างยังมีรอยสักลวดลายปลามังกรและคลื่นน้ำอย่างมีเอกลักษณ์ มีจำนวน 172 หน้า
- เนื้อหาที่น่าสนใจ -
จากหนังสือเรื่อง เถียงอย่างไรให้ชนะแมว
ภายในเล่มประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญที่หยิบยกกลวิธี “วาทศิลป์” ที่มีมาตั้งแต่สมัยอริสโตเติล นำมาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้าใจง่าย โดยเปรียบเทียบว่า มนุษย์เรามักคิดว่าการเถียงคือการเอาชนะด้วยตรรกะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สัตว์สี่ขาอย่างแมวไม่เคยสนใจตรรกะ สิ่งที่พวกมันใส่ใจคือความรู้สึกปลอดภัย ความไว้วางใจ และผลประโยชน์ที่จะได้รับต่างหาก
“คนที่มีอีธอสเป็นเลิศ จะเป็นผู้นำที่เป็นเลิศ”
พื้นฐานสำคัญของการโน้มน้าวใจจึงเริ่มจากการสร้างบุคลิกภาพให้น่าเลื่อมใส หรือที่เรียกว่า “อีธอส” ซึ่งเปรียบได้กับการที่แมวรู้จักทำตัวให้น่าเกรงขามหรือน่าเอ็นดู เพื่อให้มนุษย์ยอมทำตามความต้องการโดยไม่รู้ตัว
ตามมาด้วยศิลปะ “การโน้มน้าวด้วยอารมณ์” ที่เน้นการสังเกตท่าทางทางกายภาพมากกว่าถ้อยคำ เช่นเดียวกับการที่เราต้องคอยสังเกตอารมณ์ของแมวจากการตั้งหูหรือการสะบัดหาง หากเราฝืนเข้าหาในขณะที่อีกฝ่ายกำลังกางกรงเล็บ การพยายามใช้เหตุผลที่ดีที่สุดก็ไม่ต่างอะไรจากการตะโกนใส่กำแพง
เทคนิคสำคัญคือการใช้ “เสน่ห์” อย่างมีชั้นเชิง จนทำให้อีกฝ่ายเชื่ออย่างสนิทใจว่า “เขาเป็นคนเลือกสิ่งนั้นด้วยตัวเอง” เหมือนเวลาที่แมวสามารถบงการให้เราเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบอาหารให้ โดยที่ตัวเรากลับรู้สึกยินดีและเต็มใจทำให้อย่างยิ่ง
“คนที่ยังไม่พร้อมจะถูกโน้มน้าว ย่อมไม่ถูกโน้มน้าวจนกว่าอารมณ์จะเปลี่ยนไป”
อีกหนึ่งกลวิธีที่น่าสนใจคือเรื่องกาลเทศะในการยื่นข้อเสนอ หรือ “ไครอส” ซึ่งหมายถึงการเลือก “จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด” เช่นเดียวกับแมวที่มักจะไม่กวนใจตอนเรายุ่ง แต่จะเดินมาหาในตอนที่เราเริ่มผ่อนคลาย การเรียนรู้ที่จะนิ่งเงียบเพื่อเฝ้าสังเกตช่วงเวลาที่คู่สนทนาเริ่ม “เปลี่ยนสภาวะอารมณ์” หรืออ่อนข้อลง
จึงเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการพ่นคำพูดใส่กันเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การฝึกฝนวิธี “เถียงโดยไม่เถียง” ด้วยการรอคอยจังหวะที่ใช่ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารที่เน้นการชนะใจและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว มากกว่าการเอาชนะด้วยการโต้เถียงซึ่งให้ผลลัพธ์เพียงชั่วคราว
-เนื้อหาภาพรวมและจุดเด่น -
จากหนังสือเรื่อง เถียงอย่างไรให้ชนะแมว
โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้คือการสรุปศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจโดยมีแมวเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ ผู้เขียนสามารถแปลงทฤษฎีโบราณที่ฟังดูเข้าใจยากให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย อีกทั้งยังสามารถนำเทคนิคไปปรับใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ข้อดีคือทำให้เราได้รู้ว่า จังหวะแบบไหนคือการรุก แบบไหนคือการรับ และแบบไหนคือการถอยเพื่อชัยชนะ
แม้เนื้อหาภายนอกจะดูเหมือนเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ลึกๆ แล้วมันคือจิตวิทยาการสื่อสารระดับสูงที่ใช้ได้ผลจริง การแบ่งเนื้อหาเป็นบทสั้นๆ ช่วยให้เราสามารถหยิบขึ้นมาอ่านเป็นตอนๆ ได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ ประกอบกับการใช้ภาษาที่เป็นกันเอง ทำให้คนที่ไม่เคยศึกษาเรื่องวาทศิลป์มาก่อนก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากเลย
-ความรู้สึกหลังอ่าน -
จากหนังสือเรื่อง เถียงอย่างไรให้ชนะแมว
ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยลด “อีโก้” ของเราลงได้มาก ก่อนหน้านี้เราอาจจะคิดว่าการชนะคือการทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้หรือยอมจำนน ซึ่งมักจะจบด้วยการเสียความรู้สึก แต่พออ่านจบทำให้คิดได้ว่า การชนะที่แท้จริงคือการที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกสบายใจและพึงพอใจกับผลลัพธ์ร่วมกัน เหมือนเวลาที่เราเกาคางแมว แล้วมันยอมให้เราอุ้มแต่โดยดี
หากถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ผมนึกถึงคนที่มักจะรู้สึกท้อแท้เวลาต้องคุยกับคนที่ไม่รับฟังเหตุผล คนที่ต้องพบเจอกับผู้คนที่มีความต้องการหลากหลาย และที่สำคัญที่สุดคือบรรดา “ทาสแมว” ที่อยากจะเข้าใจพฤติกรรมเจ้าตัวแสบของตัวเองให้มากขึ้น หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างมีชั้นเชิง และรู้จักการโน้มน้าวใจในแบบที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อนครับ
สำหรับคนที่สนใจก็สามารถมาใช้บริการอ่านได้ที่ หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร
บรรณานุกรม
Heinrichs, J. (2567). How to argue with a cat (วิกันดา พินทุวชิราภรณ์, ผู้แปล). สํานักพิมพ์ วีเลิร์น. (ผลงานต้นฉบับตีพิมพ์ในปี 2561)
บทวิจารณ์โดย: ธีรัช เพชรดุลย์
เลขหมู่ : BF637.C45 ฮ7 2567
โดย : เจย์ ไฮน์ริคส์ (แปลโดย วิกันดา พินทุวชิราภรณ์)
สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น
พิมพ์ปี : 2567