READER SU REVIEW | วัวในวัฒนธรรมไทย

วัวในวัฒนธรรมไทย

       เริ่มฤดูกาลเพาะปลูกแบบนี้อยากชวนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพูดถึงวัว สัตว์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ กับหนังสือที่มีชื่อว่า “วัวในวัฒนธรรมไทย” โดย กรมศิลปากร ปีพิมพ์ 2567 เป็นหนังสือขนาดมาตรฐาน ปกแข็ง มีภาพวาดพระนนทีมีลักษณะร่างกายเป็นบุรุษและศีีรษะเป็นโคมีพระอิศวรและพระศรีอุมาประทับอยู่บนฝ่ามือทั้งสองข้าง ภายในเล่มมีภาพประกอบทั้งสี และขาวดำ หนังสือจำนวน 124 หน้า

        

- เนื้อหาที่น่าสนใจ -

จากหนังสือเรื่อง วัวในวัฒนธรรมไทย

ภายในเล่มประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 4 เรื่องด้วยกันคือ วัวในหลักฐานทางประวัติศาสตร์, วัวในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ, วัวในพระราชพิธี และวัวในวิถีชีวิตของคนไทย ทุกบททำให้รู้จักวัวมากยิ่งขึ้นอย่างในบทแรกที่มีการกล่าวถึงหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนถึงการนำวัวมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงตั้งแต่เมื่อ 5,000 – 6,000 ปีมาแล้ว โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโครงกระดูกของมนุษย์และสัตว์ชนิดต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ เช่นแหล่งโบราณคดีโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น

หรือจะเป็นภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่วาดรูปวัวลงบนผนังถ้ำหรือเพิงผา อย่างเช่นภาพเขียนสีในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่พบภาพเขียนสีเป็นรูปต่างๆ เช่นรูปต้นข้าว รูปสัตว์ขนาดใหญ่มีเขาที่สันนิษฐานว่าเป็นวัว หรือควาย ที่มนุษย์นำมาช่วยทำเกษตรกรรมในช่วง 3,000-4,000 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีในพื้นที่ภาคกลาง อย่างที่เขาปลาร้า ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ที่สะท้อนสภาพสังคมเกษตรกรรมที่มี วัว ควายมาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่ยุคก่อนประวัตศาสตร์

ภาพเขียนสีที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
sources: https://digital.lib.su.ac.th/rockpainting/

       ส่วนหลักฐานที่เกี่ยวกับวัวในประวัติศาสตร์นั้นก็มีอยู่ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะที่ใช้ตกแต่งสถาปัตยกรรมที่เป็นเทวสถานอย่างทับหลังรูปอุมามเหศวรประทับอยู่เหนือโคอุสุภราชที่พบได้จากปราสาทหิน ไม่ว่าจะเป็นที่ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และนอกจากหลักฐานที่เป็นงานศิลปะแล้วยังมีหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่กล่าวถึงวัวไว้นั่นคือจารึกโบราณ เช่น ละยังมีอีกหลายจารึกที่กล่าวถึงวัวเช่น จารึกวัดปางสนุก จารึกวัดพระยืน หรือที่ทุกท่านอาจจะคุ้นเคยกันดีอย่าง จารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 ที่กล่าวถึงวัวไว้ว่า


เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบไพร่ ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย

       สำหรับเรื่องในศาสนาพราหมณ์วัวได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับพระศิวะ หรือพระอิศวร หนึ่งในเทพตรีมูรติของศาสนาฮินดู โดยวัวที่ว่านี้คือ พระโคอุสุภราช ตามตำนานฝ่ายพราหมณ์ได้กล่าวว่าเป็นเจ้าแห่งสัตว์จตุบาท หรือสัตว์สี่เท้า มี 2 ด้วยกันคือ ร่างมนุษย์ มีชื่อว่านนทิ ทำหน้าที่เป็นมณเฑียรบาล หรือหัวหน้าผู้ดูแลภายในพระราชฐาน และเป็นหัวหน้าบริวารของพระอิศวร แต่พอพระอิศวรจะเสด็จไปที่ไหนพระนนทิก็จะกลายร่างเป็นวัวให้พระอิศวรขี่เป็นพาหนะ ตำนานปกรณัมนี้จึงทำให้วัวถูกทำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น เป็นตราประจำตำแหน่งของเสนาบดีกระทรวงวัง ด้วยมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการในพระราชฐานเหมือนกัน และยังเป็น 1 ในสิ่งมงคลทั้ง 8 ที่นิยมนำมาประดับขันน้ำในงานมงคล กรอบใบประกาศ และงานศิลปะในงานมงคลต่าง ๆ เป็นต้น

       ทางศาสนาพุทธเองก็มีการยกย่องวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามเรื่องราวในชาดกที่เล่าถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่นชาดกเรื่อง โคนันทิวิสาล ที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโคที่มีพละกำลังมาก หวังทำคุณให้พราหมณ์ที่เลี้ยงดูตนด้วยการให้พรามหมณ์นั้นนำทรัพย์ไปท้าพนันกับเศรษฐี โดยบอกว่าโคนนทิวิสาลนี้สามารถลากเกวียนขนหินขนทราย 100 เล่มเกวียนได้ด้วยตัวเดียวเศรษฐีไม่เชื่อจึงรับคำท้า แต่ในจังหวะที่โคพระโพธิสัตว์จะต้องแสดงพละกำลัง พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของโคกลับกล่าวไม่สุภาพ โคนนทิวิสาลได้ฟังก็จึงไม่แสดงกำลัง ทำให้พราหมณ์นั้นเสียทรัพย์ให้แก่เศรษฐี พอพราหมณ์กลับบ้านไปปรับความเข้าใจโคนนทิวิสาลแล้ว จึงมาท้าพนันกับเศรษฐีอีกครั้ง คราวนี้พราหมณ์นั้นใช้วาจาสุภาพอ่อนหวาน โคพระโพธิ์สัตว์ก็แสดงพละกำลังทำให้พราหมณ์ชนะพนัน ได้รับทรัพย์จำนวนมหาศาล ซึ่งก็เป็นชาดกที่สอนคติธรรมในเรื่องของคนที่ควรพูดในสิ่งที่ดีสิ่งที่น่าพอใจ

       จากการที่วัวอยู่กับสังคมกสิกรรมมาอย่างยาวนานรวมถึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิตามความเชื่อทางศาสนาโดยเฉพาะทางพราหมณ์ ฮินดู ที่มีสถานะเป็นบริวารและพาหนะของพระอิศวร รวมทั้งวัวยังเป็นสัตว์ที่พระกฤษณะอวตารของพระนารายและพระพลเทพหรือพระพลราม อวตารของพญาอันตนาคราชให้การดูแล วัวจึงกลายเป็นสัตว์สำคัญที่เข้ามาอยู่ในพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่จะมีการคัดเลือกโคเพศผู้ที่มีลักษณะดี แข็งแรงมาร่วมในพิธีตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะคัดเลือกมาจากสายพันธ์ ขาวลำพูน โคพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านในจังหวัดลำพูน ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มายาวนานกว่า 100 ปี


นอกจากลักษณะดีแล้ว ชื่อของพระโคแรกนาและพระโคสำรอง ทั้ง 4 ในพิธียังต้องมีความมงคลอีกด้วย

เช่นปี 2538 พระโคชื่อ รุ่ง โรจน์ เพชร พลอย ปี 2547 ชื่อ เทิด ทูล ล้ำ เลิศ ปี 2556 ชื่อ ฟ้า ใส มั่น คง หรือปี 2565 – ปัจจุบัน พระโคชื่อว่า พอ เพียง เพิ่ม พูล นอกจากนี้ยังมีการเสี่ยงทายที่เรียกว่า “พระโคกินเลี้ยง” เป็นพิธีที่ทำมาแต่โบราณ โดยนำของต่าง ๆ มาให้พระโคเลือกกิน โดยจะมีคำทำนายด้านผลผลิตทางการเกษตร ด้านน้ำท่าปัจจัยทางธรรมชาติ ตามชนิดของอาหารที่พระโคเลือกกิน และละยุคแต่ละสมัยก็จะมีอาหารแตกต่างกันไป ทั้งชนิดและจำนวนอาหาร ในปัจจุบันก็จะมีอยู่ 7 อย่างคือ ข้าวเปลือก หญ้า ข้าวโพด ถั่วเขียว งา น้ำ และสุรา ที่ให้ผลทำนายแตกต่างกันไป ในพิธีนี้นอกจากวัวจริงที่เทียมไถแรกนา และเสี่ยงทายแล้ว ยังมีการอัญเชิญเทวรูป “พระโคอุสุภราช” หนึ่งในเทวรูปสำคัญที่อัญเชิญจากพระบรมหาราชวังมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามและมณฑลพิธีท้องสนามหลวงในวันพระราชพิธี

      มาดูที่วัวในวิถีชีวิตของคนไทยกันบ้าง นอกจากเรื่องการเกษตรกรรมแล้ววัวยังอยู่ในการละเล่นพื้นบ้าน หรือกีฬาพื้นบ้านของไทยในภูมิภาคต่าง ๆ เช่นการละเล่นวัวเกวียนหรือวัวเทียมเกวียนของจังหวัดเพชรบุรี ที่นำวัว 1 คู่มาเทียมเกวียนซึ่งเป็นเกวียนเปล่าและมีขนาดเล็กกว่าเกวียนทั่วไป เป็นการประชันฝีเท้าของวัวในด้านความรวมเร็วในการวิ่งเทียมเกวียน ซึ่งในปัจจุบันหาชมได้ยาก ที่มีชื่อเสียงคือที่จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ยังมีวัวลาน ที่พัฒนามาจากการใช้วัวมาผูกเป็นแถวเพื่อนวดข้าว กลายเป็นการละเล่นที่แข่งกันเป็นเจ้าความเร็ว สร้างความสนุกสนาน พบได้ในจังหวัด เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และในบางพื้นที่ของนครปฐม หรือ กีฬาที่มีชื่อเสียงและแพร่หลายในภาคใต้ อย่างกีฬาวัวชน วัฒธรรมท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
ไม่ว่าจะเป็นอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัวชน อาชีพปลูกหญ้าขาย อาชีพทำเขาวัวเทียม และซ่อมเขาวัว อาชีพหมอวัว ที่ไม่ได้หมายถึงสัตวแพทย์ แต่คือผู้ทำพิธีกรรมสร้างขวัญกำลังใจ อาชีพให้เช่าคอกวัว อาชีพกรรมการวัวชน อาชีพทำเครื่องประดับวัวชน เช่นถักผ้าคลุมเขาวัว พวงมาลัย และอีกหลายอาชีพที่เกิดจากกีฬาพื้นบ้านอย่างวัวชน

       อีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัวและวิถีชีวิตของคนไทยเรา คือเรื่องของวัวในสมุนไพรไทย จากตำราแพทยศาสตร์ฉบับโบราณที่ชื่อว่า “หลักการประเวณีกับพระตำรับกษัยกล่อน” ที่มีการกล่าวถึง


สูตรยาปลุกกำหนัดที่มีวัวส่วนผสม

ส่วนผสมของยาสูตรนี้คือนำเอาน้ำมันเปรียงพระโค ซึ่งก็คือน้ำมันในข้อวัว มากวนผสมสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เวลาใช้ให้ผสมน้ำมันหอมใช้ทา และในตำรายังบรรยายสรรพคุณของน้ำมันเปรียงพระโคนี้อยากออกรสว่า “ถ้าใช้แล้วต่อให้หญิงโสเภณีก็ต้องให้เปล่า โดยไม่เสียเงินเลย”

-เนื้อหาภาพรวมและจุดเด่น -

จากหนังสือเรื่อง วัวในวัฒนธรรมไทย

       โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้นำเอาเรื่องราวของวัวจาก 4 มิติที่เกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเรื่องของ วัวในหลักฐานทั้งก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ที่ทำให้เรารู้ว่าวัวกับคนในภูมิภาคของเราอยู่ร่วมกันมากว่า 5,000 ปี เป็นสิ่งศักสิทธิ์ทั้งให้พุทธในพราหมณ์ เป็นพระเอกในพระราชพิธีสำคัญระดับชาติอย่างพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เป็นทั้งวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพสำคัญของชาติ รวมถึงมิติของวัวกับวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไป ตั้งแต่ช่วยงาน สร้างอาชีพ ไปจนถึงเป็นเพื่อนร่วมทีมในการแข่งขัน และส่วนผสมสูตรยาสมุนไพร นับได้ว่าเล่มนี้พาเราไปเห็นวัวในมิติที่หลากหลายด้านเลยทีเดียว

       ข้อดีคือการเรียบเรียงเริ่มตั้งแต่ประวัติศาสตร์ให้เราได้ทำความรู้จักกับวัวในด้านต่าง ๆ มีการอธิบายขยายความในคำที่เป็นศัพท์โบราณให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น มีภาพประกอบที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะบริบทที่เป็นวัฒนธรรมพื้นที่ที่ถ้าหากไม่ใช้คนท้องที่น่าจะจินตนาการภาพไม่ออก แต่บางประเด็นยังเล่าถึงแบบไม่เจาะลึกมากนัก แต่เพียงเท่านี้ก็รู้ได้ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ แล้ว มากพอที่จะสามารถศึกษาค้นคว้าต่อได้ และด้วยจำนวนหน้าที่ไม่มากไม่น้อย มีหลายเรื่องหลายมิติให้อ่านไม่จำเจ ทำให้คิดว่าอ่านเพลิน ๆ 1-2 วันก็อ่านจบได้

-ความรู้สึกหลังอ่าน -

จากหนังสือเรื่อง วัวในวัฒนธรรมไทย

       ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นความสำคัญของวัวมากขึ้น บางเรื่องบางอย่างเคยเห็นเคยรับรู้มาก่อน อย่างภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พบ ที่สันนิษฐานว่าเป็นวัว-ควาย ซึ่งอยู่ร่วมกับมนุษย์นั้น ก่อนอ่านเล่มนี้ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอได้มาอ่านก็ถึงฉุกคิดขึ้นได้ว่าพวกเค้าอยู่กับพวกเรามาหลายพันปีแล้ว และยังอยู่กับเรามาตลอดในฐานะของผู้ร่วมสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างขวัญกำลังใจ เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เป็นสัตว์มงคลในตัวเดียวกัน 

      หาถามว่าเล่มนี้เหมาะกับใคร ก็คงนึกถึงนักอ่านสายประวัติศาสตร์ ที่ได้จะฟินไปประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องราวของวัว หรือจะเป็นสายนักเขียน ครีเอเตอร์ ที่กำลังมองหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างเรื่อง การปรุงยา กีฬาพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณ หรือเรื่องราวแฟนตาซีของเทพเจ้า ก็นับว่าเล่มนี้มีเสริฟให้ได้นำไปใช้สร้างสรรค์ต่อได้

สำหรับคนที่สนใจก็สามารถมาใช้บริการอ่านได้ที่ หอสมุดวังท่าพระ สำนักหอสุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร 

บรรณานุกรม

วัวในวัฒนธรรมไทย. (2567). กรมศิลปากร. 

เลขหมู่ : GR730.ว65 ว65 2567

โดย : กรมศิลปากร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
พิมพ์ปี : 2567

Loading

ข้อมูลนี้มีประโยชน์หรือไม่

Thanks for your feedback!

Comments are closed.