READER SU REVIEW | Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว

Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว

       วันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ ซึ่งแมวไทยที่ว่านี้ก็จะเป็นแมว 5 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

       ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ในการส่งเสริมการอนุรักษ์แมวไทยบ้านเราและสามารถต่อยอดไปในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ได้อีกด้วย ในโอกาสนี้แมวกลายเป็นวาระแห่งชาติแบบนี้ก็เลยอยากชวนทุกคนมารู้จักกับหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่บันทึกเรื่องของแมวและนุดชาวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
กับหนังสือที่มีชื่อว่า

“Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว”

โดย กำพล จำปาพันธ์
สำนักพิมพ์มติชน
ตีพิมพ์ 2567
หนังสือขนาดมาตรฐาน
มีภาพประกอบสี่สีสวยงามตลอดทั้งเล่ม
จำนวน 344 หน้า

- เนื้อหาที่น่าสนใจ -

จากหนังสือ Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว

     สำหรับเนื้อหาภายในเล่มนี้แบ่งออกเป็น 7 บทด้วยกัน ผู้เขียนเล่าเรื่องของแมวกับสังคมไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน จริง ๆ แนะนำว่า ไม่ควรข้ามคำนำของเล่มนี้ไป เพราะอรรถรสมาก ผู้แต่งใช้ชื่อว่าเสมือนคำนำเขียนด้วยภาษากันเอง มีแวะเขียนหยิกแกมหยอกสังคมไทยเบาๆ พอเป็นกระสัย และเล่าถึงที่มาของการเขียนเล่มนี้ เล่าถึงทฤษฎีแนวคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมวในระดับสากล ผมชอบอันหนึ่งที่ผู้เขียนพูดถึงคำกล่าวของ มาร์แซล โมสส์ (Marcel Mauss) นักมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส พูดถึงมนุษย์กับสุนัขและแมวไว้ว่า


มนุษย์ฝึกหมาให้เชื่อง แต่แมวฝึกมนุษย์ให้เชื่อง

ถ้าใครเลี้ยงแมวก็จะรู้ว่าแมวส่วนใหญ่ ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวเองไม่ทำตามคนเลี้ยงแน่นอน กลายเป็นคนเสียอีกที่ต้องปรับตัวให้ได้ใจแมว ตรงข้ามกับน้องหมาที่เราฝึกให้ทำตามคำสั่งได้

       สำหรับแมวกับมนุษย์อยุธยามีเรื่องหนึ่งที่ประทับใจคือเรื่อง “วิฬาร์หอกลอง” แมวผู้ปกป้องกรุงศรีฯ เรื่องราววีรกรรมของแมวสมัยอยุธยาที่ปรากฏในหลักฐานคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ที่ระบุถึงภูมิสถานของกรุงศรีอยุธยาว่าตรงถนนตะเลงแกงกลางเมืองมี “หอกลอง” ลักษณะเป็นซุ้มทาสีแดง ทำเป็น 3 ชั้น สูง 30 วา (ประมาณ 60 เมตร) ความสำคัญของหอกลองนี้คือ มีหน้าที่ในการให้สัญญาณสำคัญเมื่อมีภัยมาถึงผ่านการตีกลองแต่ละใบ ถ้ามีข้าศึกยกมาจะตีกลองที่ชื่อว่า “พระมหาฤกษ์” ถ้ามีไฟไหม้ จะตีกลองที่อยู่ชั้นกลางชื่อว่า “พระมหาระงับดับเพลิง” โดยถ้าไหม้ฟากแม่น้ำนอกกรุงศรีจะตี 3 ที แต่ถ้าไหม้เชิงกำแพงและในพระนครจะตีจนกว่าจะดับเพลิงได้ และกลองใบที่อยู่ชั้นล่างสุดจะตีบอกเวลา ชื่อกลองว่า “พระทิวาราตรี” ซึ่งกรมพระนครบาลนั้นมีหน้าที่ดูแลรักษาให้คงสภาพพร้อมตีเมื่อมีภัย ปัจจัยการชำรุดหนึ่งก็คือ หนู วิธีการป้องกันหนูของกรมพระนครคือการเลี้ยงแมวไว้ที่หอกลอง โดยจะเก็บเบี้ยจากร้านค้าในตลาดแถวนั้นร้านละ 5 เบี้ย เพื่อนำมาซื้อปลาย่างมาเลี้ยงแมว ด้วยความสำคัญของหอกลองที่ทำหน้าที่ในการแจ้งเวลา และเป็นศูนย์เตือนภัยของพระนคร ทำให้แมวกลายเป็นผู้พิทักษ์กรุงศรีอยุธยาไปโดยปริยาย

ภาพจำลองหอกลองสมัยอยุธยา ภาพจากละครพรหมลิขิต (2567)

       หรือเรื่อง “โกอินเตอร์” เมื่อ “แมวสยาม” (Siamese Cat) ย้ายประเทศไปบุกตะลุยยุโรปและอเมริกา เรื่องราวการไปได้ดิบได้ดีที่ต่างแดนของแมวไทย เรื่องราวเกิดเมื่อ โอเวน กูลด์ (Owen Gould) ผู้อำนวยการบริษัทวินด์เซอร์คล้าก ที่เคยมาประจำอยู่ที่กรุงเทพ ได้นำแมวสยามคู่หนึ่งกลับไปอังกฤษเมื่อปี 2427 (รัชกาลที่ 5) เมื่อถึงลอนดอนจึงมอบแมวคู่นี้เป็นของขวัญให้แก่น้องสาวของเขา มิสซิส แอล เวลีย์ ซึ่งเป็นคนรักแมว หลังจากนั้น 1 ปี 


เวลีย์ได้นำแมวสยามคู่นี้ เข้าประกวดแมวนานาชาติ แล้วปรากฏว่า แมวสยามได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ทำให้คนอังกฤษ นิยมเลี้ยงแมวสยามกันมากขึ้น

ถึงกับตั้งสโมสรคนรักแมวสยามขึ้นในปี 2443 โดยใช้ชื่อสโมสรว่า “The Siamese Cat Club” ในอีก 28 ปีต่อมาก็มีการจัดตั้งสมาคมแมวสยามแห่งจักรวรรดิอังกฤษขึ้นอีกหนึ่งสมาคม ทำให้แมวสยามกลายเป็นที่รู้จักไปอีกหลายประเทศ เพราะอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมของหลายประเทศอยู่ในขณะนั้น

       หรือทางฝั่งอเมริกาเอง ในปี 2422 กงสุลอเมริกาประจำกรุงเทพ ได้นำเอาแมวสยามไปมอบเป็นของขวัญแด่ นางลูซี่ เวบบ์ เฮยส์ ภริยาประธานาธิบดี รูเทอร์ฟอร์ด บี. เฮยส์ มันได้รับการตั้งชื่อตามถิ่นกำเนิดว่า ไซแอม และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของสุภาพสตรีหมายเลข 1 และของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา แต่ไม่นานเจ้าไซแอมได้ลาจากทำเนียบขาวกลับดาวแมวไปทำให้เจ้าของของมันเสียใจเป็นอันมาก จดหมายรายงานและเรื่องราวของเจ้าไซแอมได้รับการบันทึกให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวประธานาธิบดีเฮยส์และถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์และห้องประจำตะกูลเฮยส์ นับเป็นเรื่องราวการโกอินเตอร์ของแมวสยามสู่ดินแดนมหาอำนาจของโลกในยุคนั้น

       นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่นตำราแมว คลังความรู้และหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยสายพันธุ์ต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ การใช้แมวในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร หรือแมวกับการเมืองไทย ที่ใช้แมวสีสวาทมาแต่งแบบเรียนสร้างอเจนด้าทางการเมือง รวมถึงการที่แมวไทยปรากฏตัวในภาพยนตร์อนิเมชั่นจากค่ายดังในสถานะตัวร้าย และเป็นภาพแทนของภาพลักษณ์คนไทยในสายตาชาวต่างชาติ คติความเชื่อเรื่องแมวเทพ แมวผี และความเชื่อเกี่ยวกับแมวในท้องถิ่นที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบันอย่างการแห่นางแมว

-เนื้อหาภาพรวมและจุดเด่น -

จากหนังสือ Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว

       จุดที่โดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายแหล่งที่มาผ่านการใช้ภาษาที่ตรงกับยุคปัจจุบัน เช่นการพูดถึงศัพท์สมัยใหม่ อย่างมาดูแมวที่ห้องเราไหม อะไรแบบนี้ รวมถึงการใส่ความคิดเห็นของผู้เขียนลงไปอย่างน่าสนใจตั้งแต่คำนำจนถึงท้ายบท และในแต่ละบท มีการสรุปท้ายบทให้เราได้รู้ภาพรวมของแต่ละบทนั้น ๆ ไว้

-ความรู้สึกหลังอ่าน -

จากหนังสือ Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว

       ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่อ่านสนุก ภาษาไม่น่าเบื่อ หลายเรื่องเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน บางเรื่องเคยรับรู้รับทราบมาก็ได้รู้รายละเอียดเพิ่มมากขึ้น
      หนังสือเล่มนี้เหมาะกับทาสแมวสายประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน หรือผู้อ่านสายประวัติศาสตร์ถ้าได้อ่านก็จะทำให้ได้สัมผัสเรื่องราวในอดีตผ่านมุมมองใหม่ ๆ รวมถึงคนที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแมวไทยก็อยากแนะนำให้มาอ่านเล่มนี้เลยกับ Siamese Cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว อ่านตัวเล่มได้ที่หอสมุดวังท่าพระ https://library.su.ac.th/record=b1471011

บรรณานุกรม

 กำพล จำปาพันธ์. (2567). Siamese cat สยามวิฬาร์ & ประวัติศาสตร์ไทยฉบับแมวเหมียว. มติชน.

เลขหมู่ : DS563.5 .ก63 2567

โดย : กรมศิลปากร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
พิมพ์ปี : 2568

Loading

ข้อมูลนี้มีประโยชน์หรือไม่

Thanks for your feedback!

Comments are closed.